อย่าคาดหวัง

เป็นที่รู้กันดีของเหล่าเทรดเดอร์มืออาชีพที่ว่า “เราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการเทรดของเราได้เลย” ซึ่งสิ่งนี้อาจฟังดูค่อนข้างขัดหูสำหรับมือใหม่ เพราะว่ามือใหม่ส่วนมากมักชอบตั้งเป้าหมายในการเทรดของตัวเองว่าต้องให้ได้ หรือที่มักเรียกกันว่า Return-based โดยมักกำหนดกำไรต่อเดือนที่ 10% บ้าง 20% บ้าง … ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะผลลัพธ์ของการเทรดเป็นเรื่องของอนาคต มันไม่มีใครควบคุมได้ แต่สิ่งที่เทรดเดอร์ควบคุมได้คือ “ความเสี่ยง” หรือถ้าให้เห็นภาพคือ จุดตัดขาดทุน, Size การเทรด สิ่งเหล่านี้เทรดเดอร์ควบคุมได้ ซึ่งเทรดเดอร์มืออาชีพมักจะกำหนดเป้าหมายเป็นความเสี่ยงแทนที่จะเป็นผลตอบแทน หรือที่เรียกกันว่า Risk-based

 

 

  เทรดเดอร์มืออาชีพจะสนแค่ว่า เปิดความเสี่ยงแค่ไหนถึงจะทำให้พอร์ตเราไม่แต … เพราะทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงคิดอย่างนั้นรู้ไหมครับ ก็เพราะว่า หัวใจสำคัญของการเทรดคือ “เงินทุน” ถ้าวันไหนเราเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เราไปเปิด Short ราคาทองคำไว้ คิดว่าตรงนั้นมันสูงแล้ว สัญญาณทางเทคนิคบอกว่าจะลงค่อนข้างแน่นอน แต่! อยู่ดีๆ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้น ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงอย่างมาก ซึ่งถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เทรดเดอร์ที่เปิดสถานะ Short ไว้โดยปราศจากการควบคุมความเสี่ยงที่ดี ไม่มี Stop loss หรือเปิด Size มากไป ก็จะทำให้พอร์ตแตกได้ภายในไม่กี่วินาที

 

 

ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า เหตุการณ์ตัวอย่างที่สมมติมาอย่างสงคราม มันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน หรือโอกาสการเกิดขึ้นน้อยมากๆ ไม่สนใจอยู่แล้ว ซึ่งลองคิดดูใหม่นะครับว่า เหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายอย่างที่เกิดขึ้นตลอดเสมอมาใครจะไปคาดคิดมาก่อนล่ะครับ อย่างเช่น ก่อการร้าย อย่าง เหตุการณ์ 911,ภัยธรรมชาติอย่าง สึนามิ, หรืออย่งการล่มสลายของแบงค์ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง เลแมน บราเดอร์ส (Lehman Brothers) พวกเราเคยคิดกันไหมละครับ … การเข้ามาสู่เส้นทางการเทรดนั้น เราไม่ได้เทรดวันสองวันแล้วเลิก เราเทรดทั้งชีวิต ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือควบคุมความเสี่ยงให้ดี ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามพอร์ตเราต้องอยู่รอด นี่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

หลีกเลี่ยงการคาดหวังผลตอบแทนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

เมื่อเข้ามาในตลาดใหม่ๆ หลายคนมักตั้งเป้าหมายในการเทรดให้กับตัวเองว่า แต่ละเดือนเราต้องทำกำไรกี่เปอร์เซ็น หรือแต่ละปีพอร์ตเราต้องโตเท่าไหร่ ซึ่งทุกคนต้องเคยเป็นเช่นนี้ครับ แต่อยากให้เข้าใจว่าการเทรดนั้นก็เหมือนการประกอบอาชีพอื่นๆ เช่น นักกีฬาฟุตบอล , ทนายความ , นักบัญชี , นักแสดง ,นักร้อง และอื่นๆ ซึ่งทุกอาชีพต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยการเรียนรู้ บ่มความสามารถจนถึงจุดๆนึง ถึงจะสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเทรดก็เช่นเดียวกัน มันเป็นไปได้ยากที่มือใหม่ที่พึ่งจะเข้ามาในตลาด แล้วจะสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องตั้งแต่เริ่ม เราต้องมีความรู้ในระดับหนึ่งก่อน และประสบการณ์ที่คอยสอนเรา จนเราสามารถประคองตัวเองสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกว่าจะถึงระดับนั้นก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 1 ปีเป็นอย่างต่ำ

 

 

การเริ่มต้นเข้ามาเทรดในช่วงแรกนั้นอย่าพึ่งไปโฟกัสที่ผลตอบแทนในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ให้มาโฟกัสที่กระบวนการการเรียนรู้ก่อน เก็บประสบการณ์ให้เยอะที่สุด และสิ่งสำคัญคือต้องทำอย่างไรก็ได้ไม่ได้พอร์ตเราแตกในระหว่างนี้ เพราะว่าอาชีพเทรดเดอร์นั้นมีเครื่องมือทำมาหากินคือ “เงิน” ถ้าไม่หากเงินเราหมด เราก็จะไม่มีเงินไปหาเงิน ดังนั้น ในช่วงแรกให้รักษาเงินต้นไว้ให้ได้ก่อน เทรดอย่างไรก็ได้ให้เงินต้นไม่หาย แม้จะไม่กำไรในปีแรกๆ ไม่เป็นไร ขอแค่เงินต้นไม่หายก็ถือว่าประสบความสำเร็จกว่ามือใหม่ทั่วไปมากๆแล้วครับ เราจะสามารถเทรดไปด้วย เรียนไปด้วยได้ จนวันหนึ่งเราสามารถสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่องได้แล้ว เดี๋ยวกำไรจะมาเองครับ

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

วิธีเร่งฝีมือการเทรดและกำไร

วิธีเร่งฝีมือการเทรดและกำไร

“Trading journal” หรือ บันทึกการเทรด … หนึ่งสิ่งที่ทรงพลังในการเร่งพัฒนาความสามารถในการเทรดของเราให้อย่างก้าวกระโดด และข้ามไปสู่ในจุดที่สามารถทำกำไรได้อย่างมั่นคง เรามีวิธีการบันทึกการเทรดให้อย่างได้ผลดังนี้

 

  1. จดทุกการเทรด : ไม่ว่าเราจะเทรดอะไรก็ตาม ให้จดการเทรดที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวันที่ , ออเดอร์ที่เปิด , ขนาด , แพ้ / ชนะ และอื่นๆ

 

  1. จดเหตุผลว่าทำไมถึงเทรด : ทำไมเราถึงเปิด Long ทำไมเราถึงเปิด Short ทำไมต้องเป็นบริเวณนี้ ใช้กลยุทธ์ใดในการเทรด และอื่นๆ สิ่งพวกนี้เราต้องบันทึกลงไป ให้กลับมาทบทวนได้ว่า ถ้าเกิดการผิดพลาดเราจะได้รู้ว่าเราควรแก้ไขในส่วนใด

 

  1. จดความรู้ในการเทรดลงไป : เราจะรู้ว่าอารมณ์ ณ ขณะเทรดตอนนั้นเราเป็นอย่างไร มั่นใจ , กลัว , ไม่แน่ใจ , เชยๆ หรือ อื่นๆ สิ่งพวกนี้จะเป็นตัวค่อยๆปรับเราเองว่า ถ้าไม่แน่ใจ ก็ไม่ควรเทรด หรือตอนเรามั่นใจ นั้นเรามั่นใจเกินไปหรือเปล่า เป็นต้น

 

  1. พัฒนาการเทรด : พยายามแก้ไขข้อผิดพลาดการเทรดที่เกิดขึ้น และไม่ทำมันอีก นี่เป็นสิ่งสำคัญของการทำบันทึกการเทรด

 

  1. ทำให้มันเป็นชีวิตประจำวัน : การทำบันทึกการเทรดต้องอาศัยวินัยการทำอย่างต่อเนื่อง ทุกวัน ห้ามขาด แรกๆอาจจะยากหน่อย แต่พอเราได้ทำมันทุกวันแล้วมันจะง่ายมาก ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปเลย เทรดเดอร์ก็คืออาชีพๆหนึ่ง ถ้าอยากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ ก็ต้องมีวินัยในการฝึกฝน เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพกับเส้นทางนี้ อย่าล้อเล่นกับการเทรด จะทำให้ก็ทำมันอย่างจริงจัง ไม่มีอะไรที่ได้อย่างง่ายดาย ต้องอาศัยการกระทำอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดๆหนึ่งที่เหมาะสม จากนั้นผลตอบแทนที่เราควรได้รับก็จะมาเอง

 

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

มักแพ้หลังจากชนะ

มักแพ้หลังจากชนะ

เคยไหมที่หลังจากชนะการเทรดแล้ว เรามักเทรดแพ้ในไม่กี่ครั้งถัดมา ก็เพราะหลายครั้งที่เราชนะมาเกิดความหลงตัวเองว่าเก่ง ว่าแม่น แล้วก็เทรดตามใจตัวเอง โดยไม่ได้มีแผนอะไร สุดท้ายก็พัง นี่เป็นความมั่นใจแบบผิดๆ ที่เทรดเดอร์มือใหม่มักประสบเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ถ้าว่าในทางวิทยาศาสตร์มันจะสารที่ชื่อว่า “Dopamine” หลังออกมาในสมองเวลาเราดีใจ ก็เวลาเราเทรดชนะนั่นแหละ เจ้าสารตัวนี้จะหลั่งออกมา จะทำให้เราเกิดภาวะที่ชื่อว่า Euphoria หรือดีใจอย่างสุดๆ จนทำให้เราขาดสติ นำไปสู่การ Overtrade , ไม่ทำตามวินัย และไปสู่หายนะ

 

 

วิธีการแก้ไขปัญหานี้คือ เราต้องทำตามแผนการเทรดอย่างเคร่งคัด อย่าให้อารมณ์มามีผลต่อการเทรดของเราอย่างเด็ดขาด เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดของอาชีพเทรดเดอร์ โดยต้องเข้าใจว่าการเทรดมีแพ้และชนะ การชนะติดต่อกันไม่ได้หมายความว่าเราเก่ง อาจเป็นเพียงความน่าจะเป็นที่เกิดขึ้นของตลาดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มาจากความเก่งจริงๆของเรา ดังนั้นอย่าหลงระเริงการชนะอย่างเด็ดขาด เพราะมือใหม่ส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ พอเทรดชนะเพียงไม่กี่ครั้ง ก็อยากเทรดอีก อยากรวยเร็วๆ ไปเพิ่ม Size ในการเทรด สุดท้ายกลับมาแพ้ แล้วก็ต้องมอบตัวออกจากตลาดไปในที่สุด

 

หากลยุทธ์เทรดของตัวเองให้เจอ ไม่ว่าจะเป็น Mean-reversion, Trend-following หรืออะไรก็แล้วแต่ขอให้มี Edge หรือสามารถชนะตลาดในระยะยาวได้ แล้วก็มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และสุดท้ายก็ต้องมีวินัยในการทำตามแผนที่เทรด แค่นี้ก็สามารถสร้างรายได้จากตลาด Forex แห่งนี้ในระยะยาวได้แล้วครับ

 

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

เป้าหมายของ All time high

เป้าหมายของ All time high

เทรดเดอร์ที่เทรดสินค้าพวกดัชนี , หุ้น , หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ มักเจอการทำ All time high ของราคาสินค้านั้น ๆ ซึ่งปัญหาในการเทรดที่เกิดขึ้นคือ ถ้าเข้าซื้อไปแล้ว จะไปขายที่ตรงไหน ?? ปกติเรามักจะวางเป้าหมายการทำกำไรที่บริเวณแนวต้าน แต่เมื่อราคาทำ All time high มันจะไม่มีแนวต้าAน หรือเรียกแบบชาวบ้านว่า ข้างบนโล่ง … คำถามคือ แล้วเราจะไปขายทำกำไรที่ไหนดี ?

 

มันมีวิธีการทาง Technical ที่สามารถมาช่วยหาเป้าหมายการกำไรในช่วง All time high ได้เช่นเดียวกัน โดยหลักๆ มีอยู่ 3 วิธีได้แก่

 

  1. วัดระยะจากการ Pullback

            เมื่อราคาทะลุทำ New high เราสามารถวัดเป้าหมายการขึ้นได้โดยวัดการระยะทางการ Pullback ของรอบที่ผ่านมา (การย่อตัวก่อนขึ้น) แล้วต่อขึ้นไปจากบริเวณ High ที่ทะลุขึ้นมา

 

 

อันนี้เป็นกราฟของดัชนี S&P500 ณ ตอนขึ้นทำ All time high เราสามารถวัดเป้าหมายจากรอบของการ Pullback และเมื่อราคาทะลุทำ New high สามารถวัดรอบต่อขึ้นไปโดยระยะทางเท่ากับรอบของการ Pullback นั้น

 

  1. Fibonacci Extension

    เป็นเครื่องมือที่เทรดเดอร์สาย Art trading ชอบนิยมใช้กัน เป็นเครื่องมือที่มีความหลากหลายสามารถพลิกแพลงการใช้งานได้อย่างมากมาย โดย Fibonacci Extension ไว้วัดการต่อตัวของราคาขึ้นไป เพื่อหาเป้าหมายในการทำกำไรได้เช่นเดียวกัน

 

 

  1. เส้นค่าเฉลี่ย

สำหรับพวกสายรันเทรน เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มักใช้การกำหนดเป้าหมายในการทำกำไร แต่วิธีนี้ส่วนมากมักจะใช้กับเทรดเดอร์สาย Trend-following โดยจะปล่อยให้ราคาขึ้นไปตามแนวโน้ม รอจนกว่าราคาลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยค่อยขายทิ้ง

 

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

เทรด Time frame ไหนดี

เทรด Time frame ไหนดี

 

เป็นคำถามที่เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนมักชอบถามกัน มันมี Time frame ให้เราเลือกเทรดตั้งหลาย Time frame ตั้งแต่ราย 5 นาที , 10 นาที , 15 นาที , 30 นาที , 1 ชั่วโมง , 4 ชั่วโมง , รายวัน , รายสัปดาห์ และรายเดือน ตกลงเราควรเทรด Time frame ไหนดีที่สุด ซึ่งคำตอบนี้ต้องบอกเลยว่า ไม่มี Time frame ไหนดีที่สุด มันขึ้นอยู่กับตัวเองเทรดเดอร์เองว่าตัวเองเหมาะสมกับ Time frame ไหน Time frame ไหนเทรดแล้วรู้สึกสบายที่สุด นั่นแหละคือคำตอบ แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองชอบ Time frame อะไร อย่างแรกให้เลือก “รายวัน” ที่เป็น Basic ก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็น Time frame ที่เทรดง่ายที่สุด ควรสร้างกำไรจากตรงนี้ให้ได้ก่อน ค่อยไปเทรดใน Time frame ที่สั้นลงไป

 

 

ที่บอกว่าไม่มี Time frame ไหนดีที่สุดก็เพราะว่า แต่ละ Time frame ก็จะมีรูปแบบการแกว่งตัวของราคาที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเราเทรด Time frame ใหญ่ Stop loss ของเราก็อาจจะกว้างหน่อย ส่วนถ้าเทรด Time frame เล็ก Stop loss ของเราก็อาจจะสั้นกว่า เพราะเรามองภาพสั้น

 

กรอบ Sideway ของภาพรายวัน อยู่ราว 400 pips ในส่วนของ USD/CAD

 

กรอบ Sideway ในภาพราย 60 นาที เพียง 77 จุด ในส่วนของ USD/CAD

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพสั้นช่วงการแกว่งตัวก็จะน้อยกว่าภาพที่ใหญ่กว่า แต่การเทรดก็จะบ่อยกว่า เพราะ 1 แท่งของภาพรายวัน เท่ากับ 24 แท่งของภาพราย 60 นาที การเทรดในภาพราย 60 ก็จะบ่อยกว่า แต่จะกินคำเล็กกว่า ส่วนการเทรดในภาพรายวันที่ใหญ่ขึ้นมา ความถี่ในการเทรดจะน้อยลง แต่จะสามารถกินคำที่ใหญ่กว่า อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเทรดเดอร์เองว่าเราเหมาะสมกับ Time frame ใดนั่นเอง

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

Mental stops

Mental stops  

 

วิธีการกำหนด Stop losses นั้นมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับตัวเทรดเดอร์ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน วิธีไหนมันเหมาะสมกับนิสัยของตัวเทรดเดอร์คนนั้น ซึ่งต้องบอกว่ามันใช้ได้หมด ยกเว้น! วิธีหนึ่งที่มีกูรูบางท่านนำเสมอในการ Stop losses ที่เรียกกันว่า “Mental stops” หรือถ้าแปลเป็นก็ประมาณ ตัดขาดทุนในด้านจิตใจ คือ ถ้าผิดทางจนตัวเลขขาดทุนเรารับไม่ได้ ให้เราตัดขาดทุนมันออกไป ซึ่ง Mental stops นี้ส่วนตัว “ไม่เห็นด้วย” อย่างยิ่ง ก็เพราะว่า การที่เราทำอย่างนั้น มันหมายความว่าเราไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้วางแผนการเทรดไว้แต่แรก และที่สำคัญเลยการตัดขาดทุนโดยไร้เหตุผล ไม่ต่างอะไรจากการเทรดมั่วๆ เพราะว่ามันมาจากความคิดเราเอง ตลาดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความคิดเราเลย แต่สมมติเรากำหนด Stop loss จากแนวรับ แนวต้าน อันนี้ยังมาจากราคาในอดีตของตลาด ซึ่งยังพอ Make sense หรือพวกเส้นค่าเฉลี่ยที่บางคนใช้เป็นจุด Stop loss อันนี้ก็มีที่มาจากราคาในอดีตของตลาดเช่นกัน แต่! การใช้ Mental stops มันไม่ได้มาจากตลาดเลย มันเป็นความคิดเราเอง ซึ่งอันนี้ไม่เหมาะสมที่จะมาใช้

 

 

เมื่อเทรดทุกครั้ง เราควรกำหนด จุดเข้า , เป้าหมาย และ Stop loss ก่อนเข้าทุกครั้ง มันเป็นการวางแผนก่อนเทรด ไม่มั่ว ตัดอารมณ์ออกจากการเทรดออกไป ให้โฟกัสที่แผนการเป็นหลัก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มืออาชีพเค้าทำกัน

 

เดี๋ยวมาดูตัวอย่างการตั้ง Stop loss ที่ส่วนใช้การเทรด โดยในที่นี้เป็นหนึ่งใน Set up ที่ใช้จริงในการเทรด

 

 

กราฟราคาทองคำ ราคาย่อตัวลงมาทดสอบบริเวณแนวรับ Low เดิม ตรงนี้เคยมีแรงซื้อกลับ โดยการย่อตัวรอบที่ 2 นั้นจะเห็นได้ว่าราคามีแรงซื้อกลับ ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าบริเวณนั้นมีแรงซื้อ จากนั้นก็ทำการเปิด Long แล้วตั้ง Stop loss ที่บริเวณ Low ของแท่งที่เข้า

 

จากนั้นก็รันให้ราคาวิ่งขึ้น โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ย 25 วันในการรันเทรนรอบนี้

 

 

เมื่อราคาลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยก็เก็บกำไรออกทั้งหมด ซึ่งวิธีการนี้มาจากการวางแผนก่อนหน้าทั้งหมด และใช้ข้อมูลจากราคาในอดีตมาสร้างกลยุทธ์ ไม่ได้วาง Stop โดยใช้ตัวเองเป็นคนกำหนด

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

7 ข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง

7 ข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง

 

เราได้รวบรวมข้อผิดพลาดในการเทรดที่เทรดเดอร์ควรตระหนักเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะมันจะทำให้อาชีพการเทรดของเราพัง

 

1) เทรดโดยปราศจากแผนการเทรด

   ไม่ต่างอะไรกับการขับรถโดยไร้จุดหมาย เราไม่มีวันถึงเป้าหมายได้เลย สักวันน้ำมันก็จะหมด ก็เหมือนกับการเทรด ถ้าเราไม่มีแผนการเทรด ไม่มีเป้าหมายการเทรด เราก็จะไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จในการเทรดได้เลย ดังนั้นเทรดเดอร์ก่อนที่จะเทรดทุกครั้งควรวางแผนในการเทรด ทั้งระยะสั้น และระยะยาว มันจะเป็นตัวช่วยนำทางเราว่าเราจะไปในทิศทางใด

 

2) Leverage มากเกินไป

            การใช้ Leverage เป็นเหมือนดาบ 2 คม มันดีมากถ้าเราใช้มันอย่างเหมาะสม เราไม่ต้องวางเงินทุนเยอะ สามารถเทรดได้หลากหลาย แต่มันอันตรายมากเช่นกันถ้าเราใช้มันมากเกินไป

 

 

3) นั่งจ้องกราฟ

           เมื่อเปิดสถานะไปแล้ว เทรดเดอร์หลายคนมักชอบนั่งลุ้นผลการเทรดของตัวเอง นั่งจ้องกราฟไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องบอกเลยว่าการนั่งจ้องกราฟไม่ได้ช่วยให้การเทรดเราดีขึ้นเลย การนั่งจ้องของเราไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของราคาได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้คือทำตามแผนของการเทรดของเรา รู้จุดเข้า รู้จุดออก ไม่จำเป็นต้องมีนั่งลุ้น เอาเวลาไปนั่งวางกลยุทธ์ดีกว่าที่จะมีนั่งอยู่หน้าจอโดยเปล่าประโยชน์

 

4)  รอไม่เป็น

หลายคนเข้ามาในโลกการเทรดก็เพื่อจะหวังรวยเร็วๆ ไปเร่งมัน สุดท้ายก็มักตายไปในที่สุด การ “รอ” เป็นสกิลที่สำคัญมากสำหรับเทรดเดอร์ ทั้งการ “รอ” จังหวะในการเทรดที่ดี ทั้งการ “รอ” ให้พอร์ตเราเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

 

5) ไม่ดูแนวโน้มใหญ่

Trend is your friend … เป็นคำพูดติดปากของเหล่าเทรดเดอร์มืออาชีพ ซึ่งต้องมีว่าจริงที่สุด อย่าไปสวนเทรนเด็ดขาด อย่าคิดว่าตัวเองเก่งกว่าตลาด เล่นตามแนวโน้ม เหมือนว่ายน้ำตามกระแสน้ำ ยังไงก็เร็วกว่าว่ายน้ำทวนกระแส

 

 

6) มี Bias

ความคติต่างๆเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

 

7) ไม่มีบันทึกการเทรด

  ส่วนตัวไม่เคยเห็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้นที่ไม่มีบันทึกการเทรด ทุกคนล้วนทำบันทึกการเทรดของตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราจะรู้ได้ว่าการเทรดที่ผ่านมาเราเป็นอย่างไร มันสามารถทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆได้ รู้ว่าควรปรับปรุงส่วนไหนบ้าง ข้อผิดพลาดที่ผ่านมามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะไม่ทำในอนาคต

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

6 สิ่งที่มักทำพลาดในการเทรดตามแนวโน้ม

6 สิ่งที่มักทำพลาดในการเทรดตามแนวโน้ม

 

  1. เข้าเร็วเกินไป – บ่อยครั้งที่เทรดเดอร์มักเข้าเทรดก่อนที่จะยืนยันแนวโน้มนั้นเกิดขึ้นจริงๆ มักรอไม่เป็น กลัวตกรถ แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่แนวโน้มที่เราคาดไว้แต่แรก ซึ่งการจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีนั้นควรมีสกิลรอให้เป็น เป็นหนึ่งทักษะที่มีค่ามากในการเทรด

 

  1. ออกเร็วเกินไป – เทรดเดอร์ส่วนมากมักตกมีอารมณ์ต่อตามการเหวี่ยงขึ้นลงของราคา เวลาราคาเคลื่อนไหวตามที่คิดไว้ก็รู้สึกโลภ เวลาราคาเคลื่อนไหวไปในทางตรงกันข้ามก็รู้สึกกลัว ซึ่งพอกำไรหน่อยนึงราคาเกิดย่อตัว กลัวกำไรเป็นขาดทุนเลยออกไปก่อน สุดท้ายราคาก็วิ่งไปต่อ หรือพึ่งเปิดออเดอร์ไป ราคาเคลื่อนไหวไม่ได้ตามที่คิดไว้ ความกลัวเกิดขึ้นจึงปิดออเดอร์ไปก่อน สุดท้ายราคาก็วิ่งไปตามทิศทางที่คิดไว้ ซึ่งเราควรไปโฟกัสที่แผนการเทรดเรามากกว่า ว่าถ้าเครื่องมือของเรายังไม่มีสัญญาณให้ออกก็ไม่ต้องออก แต่ถ้าเครื่องมือของเราบอกให้ออก ก็ออก แค่นั้นเอง

 

 

  1. ไม่ทำตามแผน – วางแผนอย่างไรมาก็เทรดตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้า อย่า! ละเลยแผนการเทรดเด็ดขาด สิ่งสำคัญที่สุดของอาชีพเทรดเดอร์คือวินัยที่ทำตามแผนการเทรด

 

  1. กลัวที่จะเปิดออเดอร์ – เมื่อเครื่องมือ หรือแผนการเทรดของราคาบอกถึงเวลาให้ Action แล้ว เราก็ควรทำตาม เชื่อมั่นในแผนของเราที่วางไว้ มือใหม่มักเกิดอาการกลัวนู้นกลัวนี่ สุดท้ายไม่ได้เปิดออเดอร์

 

  1. ทำผิดพลาดซ้ำซ้อน – การผิดพลาดเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราเรียนรู้ ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ นึกถึงมันอยู่เสมอ แต่อย่าไปทำมันอีกเป็นครั้งที่ 2 อย่างเด็ดขาด

 

  1. ไม่มีการบริหารหน้าตักที่ดี – ตลาดมักคัดคนว่าใครคือของจริงในเวลา Panic กำหนดความเสี่ยงให้รัดกุมที่สุด ทำทุกอย่างให้พอร์ตเราอยู่รอด แค่นั้นก็สามารถทำกำไรในระยะยาวได้แล้ว

 

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com

4 กลยุทธ์การเทรดโดยใช้ Trend line

4 กลยุทธ์การเทรดโดยใช้ Trend line

เครื่องมือสารพัดประโยชน์อย่าง Trend line ที่เหล่าเทรดเดอร์จำนวนมากนิยมใช้กัน เนื่องจากการใช้งานค่อนข้างง่าย และมีมิติการใช้งานที่หลากหลาย โดยเจ้า Trend line นั้นสามารถช่วยเราตรวจสอบดูว่าตลาดเป็นแนวโน้มอย่างไร ขาขึ้น , ขาลง หรือ Sideway ในแง่ของการตรวจสอบแนวโน้ม และยังสามารถหาอีกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มแต่ละช่วงนั้นเป็น Retracement หรือ Reversal ถ้ากล่าวง่ายๆคือราคาจะเป็นการ “ย่อตัว” หรือ “กลับตัว” นั่นเอง

 

ในที่นี้จะนำเสนอ 4 กลยุทธ์การเทรดที่ใช้ Trend line ในการตัดสินใจ

 

 

  1. ย่อตัวบนเส้นหลัก – ไปต่อ แบบ Aggressive

เป็นการเทรดโดยใช้ Trend line แบบ Classic ที่สุด โดยในช่วง Bull market หรือตลาดขาขึ้น เราสามารถลากเส้น Uptrend line ได้ ซึ่งปกติตลาดขาขึ้นราคาจะเคลื่อนไหวเหนือเส้น Uptrend line และเมื่อราคาย่อตัวลงมาใกล้ทดสอบเส้นดังกล่าว ก็เป็นจังหวะการเข้าซื้อนั่นเอง โดยกลยุทธ์นี้จะสามารถจังหวะการเข้าซื้อได้ออกไป 2 ลักษณะ

        1.1 รอราคาแตะเส้น Uptrend line

                   1.2 รอราคาหลุดเส้น Uptrend line แล้วกลับเข้ามาเหนือเส้นค่อยเข้าซื้อ

ส่วนฝั่ง Short ก็ตรงกันข้าม

 

 

  1. ทะลุเส้นย่อย – ไปต่อ แบบ Conservative

            การเทรดลักษณะนี้จะเป็นการหาจังหวะยืนยันการ “ไปต่อ” ของราคาเช่นกัน แต่จะ Conservative มากกว่า โดยเราจะรอราคายืนยันแนวโน้มการไปต่อโดยรอราคาหลุดเส้น Trend line ในภาพย่อย

 

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น (ตามกราฟด้านล่าง) คือสมมติปกติในแนวโน้มขาลง จะประกอบการฟื้นตัวสั้นๆ แล้วค่อยลงต่อ ในช่วงฟื้นตัวสั้นๆ นั้นเราสามารถลากเส้น Trend line (สีน้ำเงิน) แล้วรอจนกว่าราคาจะทะลุเส้นดังกล่าวลง จะเป็นการยืนยันทิศทางการเคลื่อนไหวอ่อนตัวลงต่อตามแนวโน้มหลัก โดยเราสามารถเปิด Short ในจังหวะตัวอย่างดังกล่าว

 

 

  1. ทะลุเส้นหลัก – กลับตัว แบบ Aggressive

            เมื่อราคาทะลุเส้น Trend line หลักที่ตีไว้ เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม จากกราฟด้านล่างเป็นการแสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้าราคาเคลื่อนตัวลักษณะ Sideway down และหลังจากที่ราคาทะลุเส้น Downtrend line ขึ้นมาได้ ก็กลับตัวมาเป็น Uptrend

 

แต่ให้ระวังการเทรดลักษณะนี้หน่อย เพราะว่าการเทรดรูปแบบการเปลี่ยนแนวโน้ม (กลับตัว) นั้นจะยากกว่าการเทรดตามแนวโน้ม (ไปต่อ) ค่อนข้างมาก เทรดเดอร์จึงควรนำเครื่องมืออื่นมาช่วยในการเทรดอย่างเช่น Divergence , Volume ต่างๆ เพื่อช่วยให้สัญญาณในการกลับตัวที่แท้จริง

 

 

  1. ทะลุเส้นหลัก 2 ครั้ง – กลับตัว แบบ Conservative

จะคล้ายกับแบบที่ 3 แต่จะ Conservative มากกว่า โดยจะรอเทรดก็ต่อเมื่อราคาทะลุเส้น Trend line หลักมา 1 ครั้ง แล้วเกิด Fail break และกลับมา Break อีกครั้งจึงค่อยเทรด

 

 

ซึ่งรูปแบบนี้จะ Conservative กว่าก็จริง แต่ก็ต้องตามมาด้วยโอกาสการเกิดที่น้อยกว่าแบบที่ 3 ก็แล้วแต่เทรดเดอร์ว่าชอบในการเทรดสไตล์หรือรูปแบบใด

 

อย่างไรก็ดีทุกกลยุทธ์ล้วนมีข้อดีข้อเสียของแต่ละกลยุทธ์ สิ่งสำคัญคือเราต้องมีวินัยในการใช้มัน ถึงจังหวะเทรดก็เทรด ถึงจังหวะ Stop loss ก็ Stop loss ถ้ารักษาวินัยให้ดี เราจะสามารถทำกำไรในตลาด Forex แห่งนี้ได้อย่างต่อเนื่องรับรองครับ

 

ทีมงาน : thaiforexmoney.com